บ่ายวันอาทิตย์

รู้สึกตัวอีกที มันนานมากที่ไม่ได้มานั่งเขียนนั่งพิมพ์อะไรยาวๆ อีกเลยตั้งแต่ลาออกจากงานมา   มันล่วงเลยมา 4 ปีแล้วสินะนานพอดีที่เราผจญอะไรต่างๆมามากมาย ที่เราเท่านั้นที่รู้…

ในวันที่รำลึกได้ว่าสิ่งต่างๆ ที่เราเคยทำมันหายไปไหน  การได้นั่งอ่านหนังสือเงียบๆ นั่งฟังเพลง  ดูอะไรไปเรื่อยๆ เพลินๆ ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ การไปว่ายน้ำ ออกกำลังกาย   ไปเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจต่างจังหวัด หรือแม้กระทั่งไปดูหนัง  ไปเดินห้าง ไปร้านหนังสือ   ถักไหมพรม ดูซีรีย์เกาหลี   เราแทบจะไม่ได้ทำสิ่งเหล่านี้เลยมาในช่วงสองปีหลังที่ออกจากงาน     มันเป็นเพราะงานและความฝันที่เราเลือกพาเรามาถึงจุดนี้ได้ยังไงกัน

ใช่ว่าความฝันจะทำให้เรามีชีวิตที่สบาย   เราเพิ่งรู้สึกจริงๆ ว่าช่วงชีวิตที่มีความสุข อิสระจริงๆ มันคือช่วงสุญญากาศ  ช่วงสองสามเดือนแรกที่เราออกจากงานเท่านั้นเอง   ที่เรารู้สึกอิสระเหมือนนกออกจากกรง และได้โบยบิน  ส่วนชีวิตต่อจากนั้น มันก็เหมือนกับย้ายออกจากกรงเดิมมาสู่กรงใหม่   ที่เราเป็นคนเปิดปิดประตูกรงนั้นเอง

วันนี้เราตื่นมาบ่ายสาม   ( ชีวิตเราตื่นบ่ายสามนอนตีสี่ ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน นั่งถามตัวเอง มาถึงจุดนี้ได้ยังไง)   ออกไปซื้อส้มตำ ถือหนังสือติดมือไปหนึ่งเล่ม แต่ก็อ่านๆ สลับกับหยิบโทรศัพท์มาดู นิวฟิด  ชีวิตออนไลน์ของคนรอบตัว  สลับกับอ่านทวิตเตอร์ ดูรูปในนิวฟีดอินสตาแกรม

โลกมันเปลี่ยนไปมาก สิบหกปีก่อน ที่เราเพิ่งกลับมาอยู่บ้านนอก เราทำงานหกวัน  วันอาทิตย์ก็แค่อยู่กับบ้าน ออกไปร้านหนังสือ กลับมานอนพักผ่อนตอนบ่ายวันอาทิตย์ เพื่อรอมีแรงไปทำงานใหม่วันจันทร์   เราอยู่ได้สบายมากกับพ่อแม่ กับครอบครัวเพื่อนฝูงที่คุยกันรู้เรื่อง ไม่ค่อยมีหรอก เพราะทุกคนก็ใช้ชีวิตและทำงานในกรุงเทพฯ   แต่เราก็ยังคุยกันทางอีเมล์ ไอซีคิวได้  นานๆ เราก็ลาหยุดนัดเที่ยวเกาะเที่ยวทะเลกันตามประสา   คนอายุยี่สิบต้นๆ  ที่ชีวิตเต็มไปด้วยความตื่นตาตื่นใจของคนเพิ่งเริ่มทำงาน    เต็มไปด้วยความสนุก ความหวัง

วันเวลามันผ่านไปเร็วมากจนมารู้สึกตัวอีกที ก็นึกเสียดาย  ช่วงวันช่วงวัยเหล่านั้น ว่าเราน่าจะใช้มันให้คุ้มค่ากว่านี้  น่าจะทำอะไรได้มากกว่านี้  ทั้งๆที่ตอนนั้นๆ เราก็ว่าเราทำดีที่สุดแล้ว  แต่พอมองย้อนกลับไป   กลับรู้สึกเสียดาย

เพราะเราได้เห็นเด็กรุ่นหลังๆ  ทำอะไร ที่ดีๆได้เยอะแยะมากมาย กว่าสมัยที่เราอายุเท่าพวกเค้า

ถึงแม้เราอาจเป็นเพียงคนเดียวที่เหมือนคนที่ต้องนับหนึ่งใหม่ ในสายงานใหม่ที่เราเลือกแล้ว มันอาจดูเหมือนเส้นทางยาวไกล แต่ถ้าเทียบกับชีวิตเป็นจำนวนปีที่เหลืออยู่ของเรา  สำหรับคนอื่นๆ  เขาอาจจะถึงจุดแห่งความมั่นคงของชีวิตเขาแล้ว     แต่เราจะถือว่าทุกวันคือชีวิต  เรามีเพียงวันนี้  เราจะทำวันนี้   เราไม่สนใจอนาคตว่าจะมีอีกยาวแค่ไหน   แค่เราไม่เสียใจที่เราได้ทำมันแล้ว

เสน่ห์ห้องสมุด

นับครั้งได้ในชีวิตหลังเรียนจบที่ได้เข้าห้องสมุด…..แต่สองสามอาทิตย์นี้เข้าออกห้องสมุดทุกสัปดาห์ เริ่มจากเริ่มรู้สึกตีบตันกับแนวหนังสือที่อ่าน   ไปยืนตามร้านหนังสือก็จะมองเห็นแต่หนังสือแนวเดิมๆที่ตัวเองเลือกอ่าน    มันก็เป็นไปได้ว่าถ้าอ่านอยู่แต่ในกรอบแนวเดิมๆ คนเขียนก็คงเขียนออกมาไม่ทันล่ะ      เลยอยากจะลองอ่านพวกนิยายแปลดูบ้าง  แต่หนังสือมันราคาสูงเกินสำหรับคนรายได้ต่ำอย่างเราๆ ตอนนี้   พลันนึกขึ้นมาได้ว่าถ้าไปยืมเรื่องพวกนี้จากห้องสมุดจะคุ้มค่ามาก  เพราะหนังสือนิยายพวกนี้ถึงจะซื้อมาเราก็อ่านแค่ครั้งเดียวและไม่กลับมาอ่านอีก  เล่มนึงก็สามสี่ร้อยบาท    และนี่ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่นำฉันกลับไปยังห้องสมุดอีกครั้ง

แล้วเราก็พบเจอนิยายทั้งเก่าทั้งใหม่เหมือนในร้านหนังสือเลย  เห็นแล้วเหมือนเจอขุมทรัพย์ จ่ายค่าสมาชิก 300 บาทต่อปี ยืมได้ครั้งละ  4 เล่ม ต่อหนึ่งสัปดาห์  โคตรคุ้มเลย  ดีกว่าไปเสียเงินซื้อหนังสือเล่มละ สามสี่ร้อยบาท  ถึงแม้จะมีให้เลือกไม่มากนักแต่เท่าที่เห็นด้วยตาก็ไม่มีเล่มไหนที่เคยอ่านมาก่อนเลย   เป็นอะไรที่ไม่คาดคิด ได้หนังสือตำราทำเค้กที่ตีพิมพ์เมื่อสิบปีที่แล้วของคนๆนึงเขียน  ดีมากจนไปขอซื้อจากเจ้าหน้าที่และก็เป็นดังคาด ก็รู้อยู่แล้วว่าห้องสมุดมีหนังสือไว้ให้ยิม  เค้าก็คงอยากให้คนส่วนใหญ่ได้ประโยชน์มากที่สุด   เลยได้แต่ยืมมาถ่ายเอกสารเก็บเอาไว้   วันนี้เป็นรอบที่สามแล้วที่ไปคืนหนังสือ พาแม่ไปด้วย แม่ก็ชอบมากเพราะมีหนังสือนิตยสารดีดี ใหม่ๆ ให้ยืมด้วย  บางทีเราก็ไปเห็นหนังสือที่เราไม่เคยอ่านมาก่อน แล้วมันมีประโยชน์น่าสนใจ      บางเล่มที่ไปเจอวันนี้ทำให้นึกถึงวันเวลาเก่าๆ ขึ้นมาเลย  เพราะบางเล่มเป็นหนังสือที่เคยเห็นช่วงสิบปีที่แล้วตามแผงแต่ไม่ได้ซื้อไว้    ได้โอกาสยืมมาอ่านซะเลย  หนังสือดีๆ ของสำนักพิมพ์ a book ก็มีให้เห็นเยอะเหมือนกัน   แต่ที่เห็นแน่ๆ น่าจะเกือบทุกห้องสมุดน่าจะเป็นของคุณ วินทร์ เลียววาริณ   อยากให้ทุกสำนักพิมพ์ หรือนักเขียนทุกคน บริจาคหนังสือของตัวเองให้ห้องสมุดแบบคุณวินทร์ กันเยอะๆ  ห้องสมุดเราจะได้มีหนังสือดีๆ  จะได้มีคนหันมาเข้าห้องสมุดกันมากขึ้น

แต่ห้องสมุดประชาชนที่ภูเก็ตก็ยังมีคนเข้ามาไม่น้อยเหมือนกัน  เห็นแล้วก็รู้สึกดี เวลาเห็นคนมานั่งอ่านหนังสือในห้องสมุด

ช่วงสี่ห้าโมงเย็นห้องสมุดแห่งนี้จะเต็มไปด้วยนักเรียน  อาจจะเป็นเพราะอยู่ใกล้โรงเรียน  อาจจะมีเด็กนักเรียนเข้ามานั่งเล่นนั่งคุยกันบ้าง บางคนก็เข้ามานั่งทำการบ้าน ทำรายงาน  นั่งอ่านหนังสือ รอผู้ปกครอง    เห็นแล้วมันทำให้รู้สึกห้องสมุดมีชีวิตชีวามาก   ถึงแม้มันมีหนังสืออยู่ไม่มากแต่ก็ยังมีมากพอให้เราได้อ่านและหยิบยืม   ถึงแม้ห้องสมุดที่นี่ไม่ได้ติดแอร์เย็นฉ่ำแต่ก็มีบางมุมที่มีแอร์เย็น ๆ ให้ได้นั่งได้สบาย อย่างมุมใต้บันได  กับชั้นสองฝั่งขวามือ   อย่างน้อยมันก็มีเพียงพอให้ประชาชนคนอย่างเราๆ  เข้ามาใช้บริการได้  นี่เองมั้งเสน่ห์ของห้องสมุด

อยากกินเค้ก

วันเกิดผ่านไปยังไม่ได้กินเค้กเลย….มัวแต่ทำเค้กวันเกิดให้คุณลูกค้าทั้งหลาย   ตัวเอง..รอไปก่อน  แม้ตัวเองยังไม่ได้กินแต่ก็ดีใจที่ใครๆ ก็ชอบเค้กที่เราทำ วันนี้ทำเค้กช็อคของน้องหงษ์ผู้เกิดหลังเราสองวัน   เสียดายทำเสร็จก็น้ำลายไหลรู้งี้ทำเผื่อตัวเองซักก้อน

แต่วันนี้เหนื่อยมากๆ  ปวดหัวตั้งแต่เช้าแล้วแต่ก็อดทน ทน ทน   ไข้ขึ้นล่ะ กินยาเข้านอนก่อนดีกว่า…

มันก็คือวัน….วันหนึ่ง

“วันเกิด” ดูเหมือนเป็นวันพิเศษ ที่ใครๆ อยากให้มันพิเศษกว่าวันอื่น  ฉันก็เป็นหนึ่งในนั้น แต่จริงๆ แล้วมันก็เป็นวันธรรมดา มีค่าเท่ากับ 1 วัน เหมือนวันอื่นๆ   ไม่ได้มีมากกว่า 24 ชั่วโมงซะเมื่อไหร่

ความพิเศษของมัน อยู่ตรงไหน    อยู่ที่เราสมมุติมันขึ้นมาเองตะหาก….เรื่องที่ควรรำลึกถึงก็ควรจะเป็น  แม่ ผู้ให้กำเนิด   ส่วนเรื่องอื่น..ก็เป็นส่วนประกอบของชีวิตในหนึ่งวัน

วันนี้ไม่ได้ทำอะไรพิเศษเลย ตื่นสายโด่งด้วยเสียง sms จากริเวียร์  อ่านแล้วยิ้มทั้งขี้ตา แล้วก็นอนต่อ  ริเวียร์บอกว่า” Happy bithday นะจุ๊ ขอให้กิจการรุ่งเรือง ขอให้แกได้ทำแต่สิ่งที่รักและมีความสุขนะแก ^^”      แล้วก็มีเสียงโทรศัพท์โทรมา Happy birthday จากคุณแฟน ที่ไม่เคยจำวันเกิดแฟนได้เลย นี่เพิ่งปีแรกที่จำได้หลังจากหลายปีผ่านไป  นี่คงเรียกว่าเซอร์ไพรส์ล่ะมั้ง ^^

ไม่ได้ไปวัดวันนี้คงไม่ผิดใช่มั๊ย… กะจะไปวันที่อยากไป     ติดรถมอเตอร์ไซค์น้องชายออกไปร้านหนังสือ  แวะซื้อสายกีตาร์กับปิ๊คกีตาร์คนละอัน ที่ร้าน โดเรมี  เจ้าของร้านแก่มากแล้ว  “เค้าเล่นดนตรีเป็นรึปล่าว” ฉันถามน้อง     “ก็คงเป็นแหละไม่งั้นเค้าคงไม่เปิดร้านนี้หรอก”    มันเป็นร้านขายเครื่องดนตรีเล็กๆ ในเมือง คาดว่าคงเกิน ยี่สิบปีแล้ว    เจ้าของร้านถามว่าเล่นบ่อยรึปล่าว  กีตาร์รุ่นไหน  ฉันหัวเราะแหะๆ “รุ่นโบราณอ่ะคะ 20 ปีแล้ว” แกบอกว่ามีรุ่นใหม่นะตอนนี้    ลุงแกก็คงอยากเสนอสินค้าตัวใหม่อ่ะนะ

ไปร้านเดอะบุ๊ค ตัดใจซื้อหนังสือเล่มใหม่ของใบพัด  จริงๆ คิดว่าอยากจะยืนอ่านให้จบแต่ก็อยากนั่งอ่านสบายๆ  ก็ตัดใจซื้อมาเพราะอยากอ่านต่อว่าชีวิตหลังการลาออกครั้งสุดท้ายของใบพัดจะเป็นยังไงต่อ      ไปนั่งอ่านร้านโกปี้  อ่านรวดเดียวจบ  แง้ น่าจะยอมยืนอ่านที่ร้านนะเนี่ย  แต่ก็ไม่เป็นไรเป็นการช่วยสนับสนุนให้คนทำงานเขียนมีกำลังใจในการเขียนต่อไป…

ออกจากร้านโกปี้ออกมายืนรอรถสองแถวสีชมพูหรือรถโพ้ท้องของชาวภูเก็ต    มอเตอร์ไซค์บีบแตรก็ไม่สน เพราะชั้นจะยอมจ่ายแค่สิบบาท รอนานก็รอ…เพราะไม่ได้รีบไปไหน  เมื่อก่อนยืนรอรถเมล์ยังรอได้ ใช้เวลารอกับการเดินทางถึงที่หมายประมาณ สี่สิบนาที

กลับมาบ้าน..อินเตอร์เนตใช้ได้แล้ว ก็ดีใจอยู่ประมาณห้านาที… ทำไมวันนี้มันเซ็งๆ   จัง  พูดจากับแม่ก็ไม่เคยคุยกันได้เกินห้านาที  ถ้าเราไม่ต้องคุยอะไรกันเลยน่าจะดีกว่า  ไม่ต้องมีอารมณ์     มีคนเคยบอกว่า อย่าใช้อารมณ์นำทางชีวิต…

ความคาดหวังมักจะมาพร้อมกับความผิดหวัง…

กลับสู่โหมดเกือบปกติ

หายไปสี่ห้าวันไปบาหลี….

ชีวิตไม่ค่อยปกติเมื่อเดินทางออกจากบ้านหลายวัน โดยเฉพาะเรื่อง อึ…  มันทรมานจัง   เพราะหลังจากออกจากงานมา  ดีใจกับสิ่งแรกที่เปลี่ยนไปในชีวิตคือ  เราอึ….ทุกเช้า มันเหมือนกับว่าพอชีวิตผ่อนคลายสบายๆ  ร่างกายมันก็ทำงานได้ปกติ

ตอนนี้กลับมาสู่โหมดเกือบปกติแล้ว คราวนี้รู้สึกไม่เหมือนทุกๆ คราวที่ไปไหนมา เพราะกลับมาไม่ต้องรู้สึกว่าต้องไปทำงานอีกแล้ว  อันที่จริงมันก็ต้องกลับมาทำงานเหมือนกัน แต่มันไม่ได้รู้สึกถูกบังคับเหมือนเมื่อก่อน

เมื่อวานมีกิจกรรมเล็กๆ กับเพื่อนมินท์  พามินท์ไปกินขนมจีนแม่ติ่ง  กลับมาบ้านมาทำขนม   ระหว่างรอมินท์ก็เลยได้ไอเดียทำคลิปวีดีโอ jujuBake ซะเลย   สนุกดีเพราะฉันไม่มีกิจกรรมสนุกๆ กับเพื่อนแบบนี้มานานมากแล้ว      แม่เป็นหนึ่งในผู้ร่วมรายการด้วยในวันนี้    แม่รู้จักมินท์มาพอๆ กับที่เรารู้จัก เพราะมินท์มาบ้านเราครั้งแรกก็สิบแปดปีที่แล้วพร้อมไก่  ตอนนั้นก็ยังอยู่บ้านนี้กันทั้งบ้าน    กินเล่นนอนกันอยู่บ้านนี้ จนเราย้ายบ้านไปสองรอบในที่สุดวันนี้มินท์ก็ได้กลับมาบ้านเดิมของเรา…. อีกครั้ง แต่สภาพแวดล้อมเปลี่ยนไป เราอยู่คนเดียวเพราะมันกลายเป็น เบเกอรี่คิชเช่นของ jujuBake ไปแล้ว

แม่ยิ้มๆ แล้วบอกกับเราตอนมินท์กลับไปแล้วว่า “มินท์มันมีความสุขมากเลยกับการได้ถ่ายวีดีโอ… กับกิจกรรมของวันนี้”   แม่คงคิดว่าถ้าเป็นเพื่อนคนอื่นมาภูเก็ตแล้วไม่ได้ออกไปไหนอาจจะรอเราทำขนมอยู่ในบ้านไม่สนุกแน่  แหะๆ

วันนี้….รู้สึกขี้เกียจมากๆ  ตื่นสายเหมือนคนอดนอนมาหลายวัน  พร้อมอาการเจ็บคอมากๆ   ถ้าต้องไปทำงานก็คงโทรไปลาป่วยแล้ว   แต่วันนี้เราอาจจะขอลาตัวเองซักครึ่งวัน   รื้อผ้าออกจากกระเป๋าลงเครื่องซักผ้าก่อน  แล้วก็ทบทวนนั่งดูกระดาษโน้ตบนโต๊ะ  มีอะไรต้องทำบ้าง

1.โทรไปเวฟค่าธรรมเนียมบัตรเครดิตบ้าบอสิบกว่าใบที่ทำมาเพราะอยากได้กระเป๋าฟรี กับน้องๆ แก๊งค์บันยัน

2.a day bulletin  จะภหมดอายุแล้วนี่หว่า   จะต่อดีมั๊ย 500 บาท ไปรษณีย์ก็ส่งบ้างไม่ส่งบ้าง

3.คุกกี้มาอีกแล้ว

4.ไปซุปเปอร์ชีป

5.ถีบจักรยาน  ลดอาหาร  เพราะเบื่อสภาพตัวเองแบบนี้มากๆ แล้ว  บางทีก็เบื่อตัวเองด้วย ทำไม่ได้ซะที

……เหนื่อย  เหนื่อยกาย  เจ็บคอ  เบื่ออากาศร้อน  อยากอยู่ในที่อุณหภูมิ 20 – 22 องศาตลอดไป

นัดบอด ตีแบด

วันนี้ไปนัดบอด เอ๊ย ตีแบด ได้เหงื่อ ได้รู้จักเพื่อนใหม่มีนายกสมาคม

ปุ๊เป็นแม่สื่อ 🙂 จะบอกว่าน้องฝ้ายตัวเล็กแต่แรงเยอะมากกก
Just Jeab : คิดว่าวันนี้ไม่มีใครไปละ และไม่คิดว่าคนแปลกหน้า2คนจะเล่นด้วยกัน 555
นั่นดิ คนแปลกหน้าสองคนทำความรู้จักกันครั้งแรกที่คอร์ดแบด   แนะนำตัวกันด้วยการหวดลูกแบดใส่กัน 1 ชั่วโมงเต็ม  สนุกดีอะ